ย้อนประวัติ”ใบอนุญาตให้มีภรรยา”-ต้องขออนุญาตหัวหน้าก่อน!!!! ดูยุ่งยาก แต่มีเหตุผล????

0
76

 

page

 

การหาภรรยาในสังคมไทย เมื่ออดีตกับปัจจุบันไม่เหมือนกัน ในอดีตถ้าจะหาภรรยาสักคนจะต้อง “ยื่นขออนุญาตมีภรรยา” และต้องมี “ใบอนุญาตให้มีภรรยา” จึงจะมีกับเขาได้ ดูแล้วยุ่งยากจังเลย เพราะนอกจากจะต้องปวดหัวกับการหาสินสอดแล้ว ยังต้องมาใช้เวลากับเรื่องนี้

 

เรื่องราวตรงนี้เป็นอย่างไร ทำไมต้องมีการขอญาต เป็นประเด็นที่ชวนติดตาม

 

โดยในเวบไซต์ pantip.com ได้มีผู้ตั้งกระทู้และอธิบายถึงความเป็นมาว่า ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๖ พ.ร.บ. กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก กำหนดให้ก่อนมีเมีย ข้าราชการในสังกัด ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาสูงสุดในกรมของตนก่อน
ทำไมจึงต้องยุ่งยากขนาดนั้นครับ สมัยนั้นเค้ามีเหตุผลอะไร?
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในบทความเรื่อง “เครื่องหมายแห่งความรุ่งเรือง คือสภาพแห่งสตรี” มีความตอนหนึ่งว่า
“ตามกฎหมายอังกฤษ ในส่วนลักษณะผัวเมีย หญิงชายมีความเสมอหน้ากัน โดยต้องมีผัวเดียวเมียเดียวเหมือนกันจริงอยู่ แต่ในการที่จะหย่ากัน ฝ่ายชายก็ได้เปรียบเสียแล้ว เพราะฝ่ายชายอาจจะฟ้องหย่าขาดจากภรรยาเพราะภรรยาคบชู้เท่านั้นพอแล้ว แต่ฝ่ายหญิงถ้าจะฟ้องหย่าขาดจากชาย ต้องแสดงหลักฐานว่า สามีของตนนั้น นอกจากการมีเมียอีกคนหนึ่ง ได้ทอดทิ้งขาดสันนิวาสไปแล้วมีกำหนดตั้งปี หรือว่าสามีได้ข่มเหงอย่างทารุณหยาบช้า จึ่งจะฟ้องขึ้น ตามกฎหมายสยามและประเทศต่างๆ ในบูรพทิศ กฎหมายอนุญาตให้ชายมีภรรยาได้ไม่ว่ากี่คน แต่หญิงคบชู้ย่อมเป็นเหตุให้สามีหย่าร้างได้ อีกทั้งทรัพย์สินทั้งปวงก็ถูกริบให้แก่ผัวหมดด้วย”

1365409076-2679764422-o

 

ฉะนั้นการที่กฎหมายไทยอนุญาตให้ชายมีภรรยาได้หลายคน ทั้งยินยอมให้ชายได้หญิงไปเป็นภรรยาง่ายๆ และไล่หรือทิ้งเสียง่ายๆ เพียงเพราะ “การเลี้ยงเมียไว้พร้อมๆ กันหลายๆ คนเป็นการเปลืองทรัพย์มาก จึ่งได้เกิดมีธรรมเนียมเปลี่ยนเมียบ่อยๆ คืออยู่กับคนหนึ่งจนเบื่อแล้ว พอจะมีเมียใหม่ก็ไล่คนเก่าเสีย โดยหาเหตุเพียงเล็กน้อย หรือแม้ไม่มีเหตุเลยก็ได้ สมัยนี้มักใช้ลงแจ้งความในหนังสือพิมพ์แทนหย่ากันตามแบบเก่า ซึ่งสะดวกดีสำหรับผู้ชาย!” นั้น นอกจากจะเป็นการกดขี่สตรีผู้เป็นภรรยาแล้ว ยังจะส่งผลเสียหายไปถึง “ทารกอันหาความผิดมิได้จะต้องแบกบาปรับความชั่วร้ายแห่งบิดามารดา ? ขอให้นึกถึงความอัปยศซึ่งเด็กจะต้องรับเพราะไม่สามารถจะอธิบายได้ว่า เหตุใดบิดามารดาซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จึงมิได้อยู่เป็นสามีภรรยากัน!”

 

อีกทั้งยังส่งผลไปถึงเรื่องมรดกซึ่งเป็นคดีความตกค้างอยู่ในศาลเป็นอันมาก เพราะศาลต้องเสียเวลาเกินกว่าที่ควร “ด้วยเหตุว่าเกือบจะเหลือวิสัยที่จะพิสูจน์ได้ว่า ผู้ร้องขอส่วนแบ่งนั้นจะเป็นภรรยาของผู้ตายหรือไม่ เพราะฉะนั้นการแต่งงานกันโดยธรรมดาโลก จึงไม่เป็นของง่ายสำหรับตุลาการศาลหลวงเลย และความยุ่งยากของกิจการแผนกนี้ ย่อมเป็นผลดีแก่พวกหมอกฎหมายทนายความเสียจริงๆ!”

 

ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้การสมรสเป็นเครื่องยกสถานภาพของสตรีให้ทัดเทียมบุรุษ อีกทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัวและขจัดความยุ่งยากอันเนื่องมาแต่การสมรส จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนักขึ้น เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ด้วยมีพระราชดำริว่า

 

1365409126-700dcp632l-o

 

“ในเรื่องการสมพาศแห่งคนในสมัยนี้ ทรงสังเกตว่าดูเปนไปโดยอาการอันยิ้ม ไม่เปนระเบียบเรียบร้อย ไม่ใคร่เลือกหญิงที่เรียบร้อยแท้จริง ชายหนุ่มมักพอใจสมจรด้วยหญิงแพศยาหาเลี้ยงชีพโดยบำเรอกามคุณ และมักเข้าใจไปว่าการสมจรเช่นนั้น เปนของควรนิยม เพราะคล้ายคลึงกับแบบแผนแห่งยุโรปประเทศ ซึ่งเปนความเข้าใจเอาเองโดยพอใจใคร่ให้เปนเช่นนั้น

 

และการมีภรรยาแต่งงานสมรสอย่างโบราณประเพณีมักถือกันว่า เปนของพ้นสมัยเสียแล้ว แม้ใครประพฤติก็ได้ชื่อว่าคนภูมิเก่าคร่ำคร่า หรือโง่เง่าเต่าปูปลาไม่รู้จักประเพณีนิยมอย่างสมัยใหม่ ดังนี้เปนต้น”

 

ประกอบกับมีพระราชดำริว่า เสวกามาตย์ราชบริพารคนหนึ่งคนใดหากจะประพฤติผิดพระราชนิยมในข้อใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคนขี้เมาหรือนักเลง หรือคนมักพูดปด ก็ย่อมเป็นการประพฤติผิดที่สร้างความเสื่อมเสียให้เฉพาะตัว “ไม่สำคัญเท่าในข้อที่เกี่ยวด้วยการมีครอบครัว เพราะหญิงดีย่อมเปนศรีแก่ชาย แต่หญิงร้ายย่อมนำความพินาศยิ้มมาสู่ผู้ที่สมพาศ หาเสนียดยิ้มใดเสมอเหมือนได้โดยยาก เพราะฉนั้นจึงทรงพระราชดำริห์ว่า เปนการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทรงกวดขันเรื่องครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนักให้ยิ่งขึ้น เพื่อมิให้เปนที่ติฉินนินทาแห่งผู้อื่นได้”

 

wi2

 

ในกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก นอกจากจะมีบทบัญญัติให้มีการจดทะเบียนครอบครัวแห่งข้าราชการในพระราชสำนัก โดยให้จดนามภรรยาและบุตรทุกคนลงในทะเบียนครอบครัว และถ้าต่อมามีการหย่าขาดจากกันหรือแยกเคหะสถานกัน ก็ “ต้องชี้แจงด้วยว่า บุตร์ที่มีด้วยกันนั้น ได้ตกลงจะให้อยู่กับใคร และภรรยามิได้อย่ากัน เปนแต่แยกเคหะสถานกัน ต้องชี้แจงว่าภรรยาอยู่แห่งใด อาไศรยผู้ใดอยู่ หรืออยู่โดยลำพัง” แล้ว ยังมีบทบัญญัติให้บรรดาข้าราชการในพระราชสำนักที่ยังมิได้มีครอบครัวในเวลาที่ประกาศใช้กฎมณเฑียรบาลนั้น เมื่อจะทำการสมรสต้องมีหนังสือขออนุญาตมีภรรยายื่นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะทำการสมรสได้ จึงเป็นอันนับได้ว่า พระราชนิยมว่าด้วยการสมรสของข้าราชการในพระราชสำนักนี้คือต้นแบบของการสมรสในลักษณะ “ผัวเดียวเมียเดียว” ในสังคมไทย

 

 

ขอบคุณที่มา: เวบไซต์ pantip.com/topic/30346943

Comments

comments